Sorry, your browser does not support JavaScript!
W3C
fontsizes fontsizem fontsizel
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์


กลไกการบัญชี...บ่งชี้อนาคตเศรษฐกิจทางการเงินสหกรณ์ไทย



 จากการที่ทั่วโลกต่างประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินครั้งใหญ่ ซึ่งส่ง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกภาคส่วนธุรกิจต่างๆ
ต้องเผชิญกับภาวะการณ์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2551 ประกอบทั้งความ
ไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไทยนั้น ถือเป็นหน่วยเศรษฐกิจฐานราก
สำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีขนาดใหญ่ โดยมีจำนวนองค์กรทั้งสิ้นกว่า 13,000 แห่ง
และมีสมาชิกขององค์กรกว่า 10 ล้านคน ซึ่งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ยังได้
ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของสหกรณ์ สหกรณ์จึงควรมีกลยุทธ์หรือยุทธวิธีให้สามารถ
ดำเนินงานอยู่ได้ โดยไม่กระทบกระเทือน หรือกระทบน้อยที่สุด
       ล่าสุด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำสหกรณ์และผู้สอบบัญชีภาคเอกชน เรียนรู้
พร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อธุรกิจสหกรณ์ ผ่านกลไกการบัญชี ในงานสัมมนา
"บ่งชี้อนาคตเศรษฐกิจทางการเงินสหกรณ์ไทย" เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552
ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี
นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล
อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
เป็นประธานเปิดการสัมมนา
       ภายใต้หัวข้อการบรรยายเรื่อง วิกฤติเศรษฐกิจสะท้อนเศรษฐกิจไทยอย่างไร
โดย
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด
(มหาชน)
กล่าวถึง ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ และความคืบหน้าล่าสุด โดยแนวโน้ม
เศรษฐกิจในปี 2553 ปรับตัวดีขึ้น ท่ามกลางหลากหลายปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงรออยู่
     
  "...เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้วในไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ที่ผ่านมา
ขณะที่ คาดว่าสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจคงจะปรากฏชัดเจนขึ้นในปี 2553 ตามแรง
หนุนจากภาคการส่งออก และการใช้จ่ายจากภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน คงจะฟื้นตัว
ขึ้นเช่นกันในปี 2553 ตามแรงหนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพรวม
เศรษฐกิจและการบริโภคภาคเอกชน อาจยังเติบโตในกรอบที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ ท่าม
กลางความท้าทายจากหลายปัจจัย อาทิ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทาง
การเมือง ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยโลกและไทย อาจเข้าสู่จังหวะขาขึ้นที่ชัดเจนขึ้นในปี 2553
สำหรับธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จะช่วยหนุนความต้องการ
กู้ยืมเงินของสมาชิก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของสหกรณ์ แต่สหกรณ์ก็ยังคงจำเป็นที่
จะต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะทำให้ผู้มีเงิน
ออมมั่นใจว่าสหกรณ์มีฐานะการเงินที่มีเสถียรภาพ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้าง
สมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง..." ดร.ประสาร กล่าว
       ด้านทัศนะของ
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย
เห็นว่า เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น น่าจะส่งผลในเชิงบวกทั้งต่อการส่งออก
ของไทย การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศในไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจ
ของไทยขยายตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้สหกรณ์ได้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ ผู้ที่มีรายได้มากขึ้น
จะไปฝากเงินไว้กับสหกรณ์ ความต้องการสินเชื่อที่ปรับตัวสูงขึ้น สหกรณ์ก็จะสามารถทำรายได้
ได้มากขึ้น รวมถึงการที่ผลตอบแทนในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น สหกรณ์ก็จะมีแหล่ง
การใช้ไปของเงินลงทุน เช่น การซื้อหุ้น หรือฝากเงินกับธนาคาร และผลประโยชน์จาก
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็จะกลับคืนสู่สมาชิก และหากมองในด้านกลับกัน ความเข้มแข็งของ
สหกรณ์ ก็ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยด้วย
      
"...สหกรณ์ที่เข้มแข็งจะทำให้ชาวบ้านในชุมชนเข้มแข็ง สหกรณ์ที่เข้มแข็งจะทำให้
ระบบสถาบันการเงินเข้มแข็ง จะทำให้ระบบตลาดเงินตลาดทุนเข้มแข็ง เพราะจะมีเม็ดเงิน
เข้าไปออมต่อ จะมีเม็ดเงินเข้าไปลงทุนต่อ ก็จะทำให้ประเทศนั้นมีเงินออมในการไปพัฒนา
ประเทศ เพราะฉะนั้น ยิ่งระบบสหกรณ์ในประเทศเข้มแข็ง ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจชุมชน
ประชาชนดีขึ้น และยังจะทำให้ประเทศชาตินั้นมีการปรับตัวดีขึ้นในระยะยาว..." ดร.ธนวรรธน์
กล่าว
       ทั้งนี้ เมื่อมองผ่านกลไกการบัญชี ธุรกิจของสหกรณ์จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นนั้น
มาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี เป็นกลไกสำคัญที่จะบ่งชี้ความเข้มแข็งทางการเงิน
การบัญชีของสหกรณ์ โดยทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันกำหนดมาตรการหลักเพื่อรองรับสถานการณ์
โดยเฉพาะในด้านมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ ซึ่ง
อาจารย์ปกรณ์ เพ็ญภาคกุล คณะกรรมการ
สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย
วิทยากรผู้ร่วมเสวนาในเวที
ดังกล่าว กล่าวตอนหนึ่งว่า
  
     "...ถ้าต้องการให้สหกรณ์เข้มแข็งมากขึ้น ต้องมีมาตรการในการใช้มาตรฐานการบัญชี
อย่างเข้มงวด และสร้างแรงจูงใจให้สหกรณ์เห็นถึงประโยชน์ สำหรับในด้านการคัดเลือกผู้สอบ
บัญชีสหกรณ์ภาคเอกชน ก็จะต้องพิจารณาทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียมการสอบบัญชีและคุณวุฒิของ
ผู้สอบบัญชีด้วย..."
       จากเวทีเสวนาในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างโอกาสร่วมกันในการพิจารณากลยุทธ์หรือยุทธวิธี
ให้สหกรณ์สามารถดำเนินงานอยู่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ
และเอื้อประโยชน์ต่อมวลสมาชิกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


เกี่ยวกับเรา
  • ประวัติ
  • อาคารอนุรักษ์
  • ทำเนียบอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • ผังโครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์
  • ค่านิยมหลัก
  • วัฒนธรรมองค์กร
  • ทำเนียบ / สถานที่ตั้ง
  • ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน

    ระเบียบ

    สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
    ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888 โทรสาร 0 2282 0889
     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Valid HTML 4.01 Transitional