หน้าหลัก แผนผังเว็บไซต์ ติดต่อเรา
no insert title on tag images
เกี่ยวกับเรา ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน การบัญชีและสอบบัญชี ระเบียบ โครงการสำคัญ เครือข่ายครูบัญชี ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร เว็บไซต์หน่วยงาน Intranet

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

 

ข่าวประกาศ


อ่านทั้งหมด

ข่าวเด่นวันนี้

ปี 2559


อ่านทั้งหมด


ข่าวสาร

 


 

มัลติมีเดีย

 


 

e-Service

บริการ

บทพิสูจน์ภาคเกษตร : พึ่งพากลไกการรวมกลุ่มช่วงวิกฤตปี 2549-2551




ภาคการเกษตรไทยในช่วงปี 2549-2551 ได้รับ ผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก หลังจาก สถาบันการเงินต่างประเทศลงทุนในสินทรัพย์ด้อยสิทธิ์ หรือตราสารหนี้มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ระบบธนาคาร ล้มละลายหลายแห่งและปิดตัวลงไม่ปล่อยกู้ รัฐบาลต้อง ใช้นโยบายการเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งติดต่อ กันมากเป็นประวัติการณ์ เกิดเหตุการณ์คนตกงาน ว่างงาน หนี้ NPL สูง น้ำมันและปุ๋ยเคมีมีราคาแพงทำให้ต้นทุน การผลิตสูงขึ้น การบริโภคลดลง ประกอบกับสถานการณ์ ทางการเมืองในประเทศไม่สงบ ส่งผลต่อการส่งออกและ การท่องเที่ยวติดลบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคการเกษตรจะอยู่ในภาวะ ที่น่าเป็นห่วง แต่สถาบันเกษตรกรก็มีการพึ่งพาตนเอง รวมกลุ่มกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อต่อยอดทางธุรกิจตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่บนพื้นฐานของการให้กับชุมชนมากกว่าแสวงหา ผลกำไร ทำให้เกิดเป็นองค์กรที่เข้มแข็งและสามารถ ต่อสู้กับสภาพการณ์ปัจจุบันได้ หากเปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจสถาบันเกษตรกร ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2549 และปี 2551 พบว่า จำนวนสถาบันเกษตรกรเพิ่มขึ้น 0.25% จาก 7,846 แห่ง ในปี 49 เป็น 7,866 แห่งในปี 51 จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 411,982 คน หรือเพิ่มขึ้น 6.50% จาก 6.34 ล้านคน ในปี 49 เป็น 6.75 ล้านคนในปี 51 ส่วนทุนดำเนินงาน เพิ่มขึ้น 17,946.84 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.69% จาก 96,005.56 ล้านบาทในปี 49 เป็น 113,952.40 ล้านบาท ในปี 51 แยกเป็นทุนภายในเพิ่มขึ้น 14,445.10 ล้านบาท และทุนภายนอกเพิ่มขึ้น 3,501.74 ล้านบาท นอกจากนี้ปริมาณ 5 ธุรกิจหลักของสถาบันเกษตรกร ได้แก่ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจให้สินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้า มาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูป และธุรกิจ ให้บริการ มีจำนวนรวมเพิ่มขึ้น 47,535.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32.69% จาก 145,433.97 ล้านบาทในปี 49 เป็น 192,969.19 ล้านบาทในปี 51 ส่วนผลการดำเนินงาน ของสถาบันเกษตรกรพบว่ามีรายได้รวมในปี 51 เพิ่มขึ้น 31,067.17 ล้านบาท รายจ่ายรวมเพิ่มขึ้น 30,195.65 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 871.51 ล้านบาท จากฐานข้อมูลยังพบอีกว่า สมาชิกสถาบันเกษตรกร มีเงินออมเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 916 บาท หรือเพิ่มขึ้น 13.13% จาก 6,973 บาทในปี 49 เป็น 7,889 บาทในปี 51 ในขณะ เดียวกันมีหนี้สินเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 2,059 บาท หรือเพิ่มขึ้น 21.59% จาก 9,541 บาทในปี 49 เป็น 11,600 บาทในปี 51 และระบบการควบคุมภายในของสถาบันเกษตรกรที่ผ่านมา มีการพัฒนาดีขึ้นในระดับดีมาก-ดีโดยเพิ่มขึ้น 20.46% และระดับที่ควรปรับปรุงลดลง 20.30% นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้วาง 3 มาตรการหลัก การรวมกลุ่มและการดำเนินธุรกิจกลุ่มผ่านกลไกสถาบัน เกษตรกรปี 2552-2553 ภายใต้ข้อจำกัด ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 เน้นการกำกับดูแลสถาบันเกษตรกรและ กลุ่มเกษตรกร เพื่อเร่งรัด กำกับการตรวจสอบบัญชีตาม เป้าหมาย การจัดการกรณีตรวจสอบบัญชีไม่ได้ การแก้ไข ข้อบกพร่อง ข้อร้องเรียน และความร่วมมือผู้ตรวจสอบกิจการ มาตรการที่ 2 พิจารณาดำเนินการนำร่องสร้างสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อผลักดันและสนับสนุนการสร้างวินัยการสหกรณ์และ วินัยทางการเงินของสมาชิก และ มาตรการที่ 3 ร่วมมือ กับสถาบันเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง ได้ใน 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อสร้างมาตรฐานการบัญชีสถาบัน (Audit/Account) การสร้างเครื่องมือสารสนเทศ (IT/เตือนภัย) การสร้างความร่วมมือผู้ตรวจสอบกิจการ ผู้สอบบัญชี และสหกรณ์ (WWR) การสร้างภูมิปัญญาทางบัญชีสมาชิก การสร้างเครือข่ายธุรกิจวิสาหกิจชุมชน สร้างความสนใจ เกษตรกรรุ่นใหม่ (นักเรียน) การสร้างอาสาสมัครและ ครูบัญชีอาสา “ทั้งนี้เชื่อว่า หากมีการขับเคลื่อนด้วย 3 มาตรการ ดังกล่าว จะช่วยให้ภาคการเกษตรมีความเข้มแข็งสามารถ รองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายอนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

Copyright 2016 by Cooperative Auditing Department
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888