หน้าหลัก แผนผังเว็บไซต์ ติดต่อเรา
no insert title on tag images
เกี่ยวกับเรา ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน การบัญชีและสอบบัญชี ระเบียบ โครงการสำคัญ เครือข่ายครูบัญชี ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร เว็บไซต์หน่วยงาน Intranet

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

 

ข่าวประกาศ


อ่านทั้งหมด

ข่าวเด่นวันนี้

ปี 2559


อ่านทั้งหมด


ข่าวสาร

 


 

มัลติมีเดีย

 


 

e-Service

บริการ

จากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินสถาบันเกษตรกร 5 จังหวัดใต้วาง 3 มาตรการ สร้างธุรกิจเข้มแข็ง




วิกฤตเศรษฐกิจภาคการเกษตรไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2549-2551 ได้รับผลกระทบ อย่างมาก หลังจากที่สถาบันการเงินต่างประเทศลงทุนในสินทรัพย์ด้อยสิทธิ์ หรือตราสารหนี้มีความเสี่ยงสูง ทำให้ระบบธนาคารล้มละลายหลายแห่งและปิดตัวลง ไม่ปล่อยกู้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ติดต่อกันมากเป็นประวัติการณ์ คนตกงานและว่างงาน เกิดหนี้ NPL สูง น้ำมันและ ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประชาชนขาดกำลังซื้อบริโภค ลดลง ปัญหาโรคระบาดที่มีผลต่อสุขภาพ ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ไม่สงบ ทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวติดลบอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจทางการเงินสถาบันเกษตรกรใน 5 จังหวัดภาคใต้ ช่วงวิกฤติ ปี 2549-2551 พบว่า จำนวนสถาบันเกษตรกร ลดลงร้อยละ 9.08 จาก 716 แห่ง เหลือ 651 แห่ง แต่จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 28,377 คน หรือร้อยละ 8.72 จาก 325,446 คน เป็น 353,823 คนในปี 2551 มีทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น 7,334.31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.23 จาก 27,959.90 ล้านบาท เป็น 35,294.21 ล้านบาท แยกเป็น ทุนภายในเพิ่มขึ้น 6,098.54 ล้านบาท และทุนภายนอกเพิ่มขึ้น 1,235.77 ล้านบาท และปริมาณ 5 ธุรกิจหลักของสถาบันเกษตรกรเพิ่มขึ้น 8,803.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.97 จาก 35,254.88 ล้านบาท เป็น 44,058.23 ล้านบาทในปี 2551 ในส่วนของรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรผ่านสถาบันเกษตรกร มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น จำนวน 6,585.30 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.24 รายจ่ายรวม 6,200.59 ล้านบาท ในปี 2551 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 384.71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.00 ส่วนเงินออมสถาบันเกษตรกรมีเงินออมเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 10,642 บาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 17.90 จาก 59,442 บาท เป็น 70,083 บาท และมีหนี้สินเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น 1,299 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.84 จาก 70,799 บาท เป็น 72,098 บาท ในปี 2551 นอกจากนี้การควบคุมภายในของสถาบันเกษตรกรที่ผ่านมา มีการพัฒนาคุณภาพ การควบคุมภายในดีขึ้น ระดับพอใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.08 และระดับควรปรับปรุงลดลง ร้อยละ 17.41 นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้กำหนด 3 มาตรการหลัก การรวมกลุ่มและการดำเนินธุรกิจ กลุ่มผ่านกลไกสถาบันเกษตรกร ปี 52-53 ภายใต้ข้อจำกัด ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 ด้านกลไกจำเป็นต้องเน้นการกำกับดูแลสถาบันสหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกร เพื่อเร่งรัดและกำกับการตรวจสอบบัญชีตามเป้าหมาย การจัดการ กรณีตรวจสอบบัญชีไม่ได้ การแก้ไขข้อบกพร่องข้อร้องเรียนและความร่วมมือ ผู้ตรวจสอบกิจการ มาตรการที่ 2 การนำร่องสร้างสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อผลักดัน และสนับสนุนการสร้างวินัยการสหกรณ์ และวินัยทางการเงินของสมาชิก และ มาตรการที่ 3 ร่วมมือกับสถาบันเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ใน 7 ประเด็น ได้แก่ การสร้างมาตรฐานการบัญชีสถาบัน (Audit/Account) การสร้างเครื่องมือสารสนเทศ (IT/เตือนภัย) การสร้างความร่วมมือผู้ตรวจสอบกิจการ ผู้สอบบัญชี และสหกรณ์ (WWR) การสร้างภูมิปัญญาทางบัญชีสมาชิก การสร้าง เครือข่ายธุรกิจวิสาหกิจชุมชน การสร้างความสนใจเกษตรกรรุ่นใหม่ (นักเรียน) การสร้างอาสาสมัครและครูบัญชีอาสา ซึ่งทั้ง 3 มาตรการนี้จะเป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างความเข้มแข็งช่วยธุรกิจสถาบันเกษตรกรได้ในอนาคต

Copyright 2016 by Cooperative Auditing Department
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888