หน้าหลัก แผนผังเว็บไซต์ ติดต่อเรา
no insert title on tag images
เกี่ยวกับเรา ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน การบัญชีและสอบบัญชี ระเบียบ โครงการสำคัญ เครือข่ายครูบัญชี ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร เว็บไซต์หน่วยงาน Intranet

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

 

ข่าวประกาศ


อ่านทั้งหมด

ข่าวเด่นวันนี้

ปี 2559


อ่านทั้งหมด


ข่าวสาร


มัลติมีเดีย


e-Service

บริการ


จีระศักดิ์ อุราสาย ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4/2554 ภาวะเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 4/2554 นี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ก่อความเสียหายมากมายมหาศาลยิ่งกว่าคลื่นสึนามีภาคใต้เมื่อปลายปี 2546 ในครั้งนั้นความเสียหายเกิดขึ้นในวงจำกัดแต่อุทกภัยในปีนี้ ส่งผลกระทบในวงกว้างกว่ากันมาก ทรัพย์สินบ้านเรือนหรือผลผลิตทางการเกษตร ได้รับความเสียหายอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 7 แห่งต้องจมอยู่ใต้น้ำ โรงงานหลายร้อยแห่งต้องหยุดทำการผลิต แรงงานนับแสนคนต้องตกงานและขาดรายได้ มีการประเมินความเสียหายจากธนาคารโลกโดยผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้สำรวจและประเมินมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยในไทยโดยครอบคลุมทั้งหมด 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคระบบสาธารณูปโภคสาธารณะ เช่น การขนส่งและโทรคมนาคม ภาคการผลิต เช่น เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ภาคการพัฒนาเชิงสังคม เช่น การศึกษาและระบบสาธารณสุข และ ภาคสภาพแวดล้อม พบว่ามูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.41 ล้านล้านบาท) แบ่งออกเป็นความเสียหายด้านทรัพย์สินประมาณ 21,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.6 แสนล้านบาท) และอีก 22,000 ล้านดอลลาร์ (6.9 แสนล้านบาท) เป็นค่าเสียโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งจากการส่งออกสินค้าและบริการ การลงทุน และการท่องเที่ยวเนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นของฤดูการท่องเที่ยว (High season) ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวเป็นเวลาพอสมควรดังนั้นความเสียหายจึงมากกว่าปกติ นอกจากนี้ธนาคารโลกยังประเมินว่าในปี 2554 นี้เศรษฐกิจของไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 2.4 % จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ถึง 3.6 % หลังจากนี้ความเสียหายจากอุทกภัยก็จะกระตุ้นให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเพื่อซ่อมแซมบ้านพักที่อยู่อาศัย ประกอบกับกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งจะเริ่มต้นในปลายไตรมาส 4/2554 หรืออย่างช้าภายในต้นไตรมาสแรกของปี 2555 ส่งผลให้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป จึงกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2554 นี้มีโอกาสติดลบสูงมาก เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ล้วนแต่หดตัวทุกปัจจัย สะท้อนให้เห็นจากดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนที่ขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนเพียงร้อยละ 2.2 ซึ่งชะลอตัวลงตามเครื่องชี้การบริโภคในทุกหมวดไม่ว่าจะเป็นหมวดยานยนต์ หรือหมวดที่พักอาศัย สำหรับการลงทุนภาคเอกชน นั้น ในไตรมาสนี้มีการขยายตัวแบบชะลอตัวลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนโดยเหลือเพียงร้อยละ 6.3 เป็นผลมาจากอุทกภัยและการเร่งลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต ในขณะที่มูลค่าการส่งออกในเดือนธันวาคมเท่ากับ 524,434 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 2.0 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การส่งออกทั้งปี 2554 เท่ากับ 228,825 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.86 ล้านล้านบาท และพบว่าดัชนีการใช้กำลังการผลิตของ ภาคอุตสาหกรรม ในเดือนธันวาคม 2554 เท่ากับ 52.31 ลดลงจากค่าปกติ 65 - 75 (ดัชนีการใช้กำลังการผลิตมีคะแนนเต็มเท่ากับ 100) ในขณะที่ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index : PCI) ในเดือนล่าสุดคือพฤศจิกายน 2554 เท่ากับ 135.1 ลดลงจาก 135.8 ในเดือนตุลาคม 2554 โดยดัชนีการบริโภครถยนต์เพื่อการพาณิชย์หรือรถยนต์กระบะลดลงมากที่สุดถึงร้อยละ 71.5 รองลงมาคือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ตามลำดับ แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มมีความไม่มั่นใจในความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเองและประเทศจึงลดหรือชะลอการบริโภคสินค้าลง จนกว่าภาครัฐจะมีมาตรการทางเศรษฐกิจที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนออกมา เมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจเป็นรายภาคพบว่าใน ภาคการเกษตร มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนระหว่างเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2554 มีมูลค่า 245,010 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.75 จากมูลค่า 294,300 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นร้อยละ 16.13 ของมูลค่าการส่งออก รวมระหว่างเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2554 ของประเทศ (1,518,744 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ ข้าว ยางพารา ไก่เนื้อ กุ้ง และปาล์มน้ำมัน และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นยังมาจากราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญปรับตัวสูงขึ้นแต่ปัจจัยลบคือปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในบางจังหวัดของภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่างตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมาได้ขยายวงกว้างมากขึ้นจนครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางเกือบทั้งหมดโดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรสาครตลอดจนภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัดที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน จากการประเมินมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยในไทยของธนาคารโลกประจำประเทศไทย ได้เผยตัวเลขการประเมินโดยครอบคลุม 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคระบบสาธารณูปโภคหรือ การขนส่งและโทรคมนาคม ภาคการผลิต เช่น เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม การพัฒนาเชิงสังคม เช่น การศึกษาและระบบสาธารณสุข และสภาพแวดล้อม พบว่ามูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.41 ล้านล้านบาท) แบ่งออกเป็นความเสียหายด้านทรัพย์สินประมาณ 21,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.6 แสนล้านบาท) และอีก 22,000 ล้านดอลลาร์ (6.9 แสนล้านบาท) เป็นค่าเสียโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งจากการส่งออกสินค้าและบริการ การลงทุน และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ธนาคารโลกยังประเมินว่าในปี 2554 นี้ เศรษฐกิจของไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 2.4 % จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ถึง 3.6 % ทว่าหลังจากนี้ความเสียหายจากอุทกภัยก็จะกระตุ้นให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วยกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งจะเริ่มต้นในไตรมาสแรกของปี 2555 ส่งผลให้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นปกติตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประเมินว่า อุทกภัยครั้งนี้ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนจำนวน 150,981 ราย มีมูลค่าของความเสียหายรวมเท่ากับ 7.2 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็นความเสียหายด้านพืชมากที่สุด 6.4 หมื่นล้านบาท ด้านประมง 3.2 พันล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 4.4 พันล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีภาคเกษตรในไตรมาส 4 ปีนี้ขยายตัวเพียง 1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนลดลงจากที่ได้ประเมินไว้เดิมว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4.8 % ภาวะเศรษฐกิจของภาคสหกรณ์ไทยในไตรมาสที่ 4/2554 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 พบว่า ภาคสหกรณ์ไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 10,596 แห่ง ลดลงร้อยละ 2.72 จากไตรมาสที่แล้ว โดยแบ่งเป็นสหกรณ์จำนวน 6,499 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร จำนวน 4,097 แห่ง ประกอบไปด้วยจำนวนสมาชิกรวมจำนวน 11.37 ล้านคน มีทุนดำเนินงานรวมของภาคสหกรณ์เท่ากับ 1.542 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.10 จากไตรมาสที่แล้ว และมีมูลค่าธุรกิจรวม 1.715 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.29 จากไตรมาสที่แล้ว โดยสหกรณ์ภาคการเกษตร มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดเท่ากับ 6.32 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 55.58) รองลงมาคือสหกรณ์ออมทรัพย์ จำนวน 4.43 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 39.02) และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 6.14 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 5.40) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาตามลักษณะการดำเนินธุรกิจและมูลค่าธุรกิจ ณ 31 ธ.ค. 2554 จะได้รายละเอียดดังนี้ สหกรณ์ภาคการเกษตร มูลค่าธุรกิจรวมของสหกรณ์ภาคการเกษตรเท่ากับ 2.853 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น การรวบรวมผลิตผลและการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรจำนวน 1.101 แสนล้านบาท (ร้อยละ 38.60 ) การให้เงินกู้จำนวน 6.13 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 21.49) การรับฝากเงิน 6.04 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 21.17 ) การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 5.21 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 18.26) และการให้บริการ/ส่งเสริมการเกษตร 1.36 พันล้านบาท (ร้อยละ 0.47) ตามลำดับในขณะที่ สหกรณ์นอกภาคการเกษตร มีมูลค่าธุรกิจรวมกันเท่ากับ 1.42 ล้านล้านบาท โดยธุรกิจการให้เงินกู้มีมูลค่ามากที่สุดคิดเป็นยอดรวม 1.00 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 70.42) รองลงมาคือ การรับฝากเงิน 4.0 แสนล้านบาท (ร้อยละ 29.58) ตามลำดับ ในขณะที่ กลุ่มเกษตรกร มีมูลค่าธุรกิจรวมกันเท่ากับ 1.067 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจการรวบรวม/แปรรูปผลผลิตมีมูลค่ามากที่สุดเท่ากับ 7.745 พันล้านบาท (ร้อยละ 72.55 ) รองลงมาคือ การจัดหาสินค้า จำนวน 1.351 พันล้านบาท (ร้อยละ 12.66) การให้เงินกู้ 1.316 พันล้านบาท (ร้อยละ 12.33) การรับฝากเงิน 234 ล้านบาท (ร้อยละ 2.20) และการให้บริการ/ส่งเสริมการเกษตร 26 ล้านบาท (ร้อยละ 0.25) ตามลำดับ จากการพิจารณาการดำเนินธุรกิจของภาคสหกรณ์พบว่า ธุรกิจการให้กู้ยืม (สินเชื่อ) มีมูลค่าธุรกิจสูงสุด รองลงมาคือ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมผลผลิต/แปรรูป และธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตรตามลำดับ โดยสามารถจำแนกตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ ณ 31 ธ.ค. 2554 ได้ดังนี้ ธุรกิจการให้เงินกู้ยืม(สินเชื่อ) มีจำนวนเงินให้กู้รวมทั้งระบบภาคสหกรณ์ทั้งสิ้น 1.07 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.07 จากไตรมาสที่แล้ว โดย สหกรณ์นอกภาคการเกษตร มียอดการให้สินเชื่อสูงสุดเท่ากับ 1.004 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.13 ของจำนวนเงินให้กู้รวมทั้งระบบ รองลงมาคือภาคการเกษตรจำนวน 6.134 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.75 และกลุ่มเกษตรกร 1.316 พันล้านบาท ร้อยละ 0.12 ตามลำดับ ธุรกิจรับฝากเงิน จำนวนเงินรับฝากรวมทั้งระบบของภาคสหกรณ์มีทั้งสิ้น 4.609 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.87 ของมูลค่าธุรกิจรวมทั้งหมดจำนวน 1.715 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.20 จากไตรมาสที่แล้ว โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีเงินรับฝากมากที่สุดจำนวน 4.00 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.78 ในขณะที่ภาคการเกษตรมียอดเงินฝากจำนวน 6.03 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.08 และกลุ่มเกษตรกร เท่ากับ 234 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.05 ตามลำดับ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ภาคสหกรณ์ไทยมียอดรวมของมูลค่าสินค้าที่จัดหามาจำหน่ายแก่สมาชิกเท่ากับ 6.23 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.13 จากไตรมาสที่แล้ว โดยเป็นการจำหน่ายให้แก่สหกรณ์ภาคการเกษตรมากที่สุดเท่ากับ 5.21 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.63 ของยอดรวมทั้งสิ้น ธุรกิจรวบรวมผลิตผล/แปรรูป มูลค่ารวมของการรวบรวมผลิตผลและการแปรรูปเท่ากับ 1.10 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.39 จากไตรมาสที่แล้ว ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร มูลค่ารวมของธุรกิจนี้เท่ากับ 2.07 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.20 ของมูลค่าธุรกิจรวมของภาคสหกรณ์โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีมูลค่าการให้บริการมากที่สุดเท่ากับ 1.361 พันล้านบาท ในขณะที่นอกภาคเกษตรมีมูลค่า681 ล้านบาท ตามลำดับ ผลการดำเนินงานของภาคสหกรณ์ไทย ณ สิ้นปี 2554 ภาคสหกรณ์ไทยมีปริมาณธุรกิจ 1.715 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3/2554 คิดเป็นร้อยละ 0.29 มีรายได้รวมเท่ากับ 2.82 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.74 จากไตรมาสที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 2.32 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.10 และกำไรสุทธิจำนวน 5.004 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.50 จากไตรมาสที่แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้ สหกรณ์ภาคการเกษตร สามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 1.83 แสนล้านบาท มากที่สุดในภาคสหกรณ์โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 จากไตรมาสที่แล้วและคิดเป็นร้อยละ 64.86 ของรายได้รวมทั้งสิ้น มีค่าใช้จ่ายรวม 1.79 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.56 จากไตรมาสที่แล้วและกำไรสุทธิรวม 4.45 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.25 จากไตรมาสก่อน สหกรณ์นอกภาคการเกษตร สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 8.93 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.45 จากไตรมาสที่แล้วมีค่าใช้จ่ายรวม 4.39 หมื่นล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.12 จากไตรมาสก่อนและมีกำไรสุทธิรวม 4.54 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.48 จากไตรมาสที่แล้ว กลุ่มเกษตรกร สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 9.94 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 จากไตรมาสที่แล้ว มีค่าใช้จ่ายรวม 9.83 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.10 จากไตรมาสที่แล้วและมีกำไรสุทธิรวม 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.77 จากไตรมาสที่แล้ว การวิเคราะห์มิติทางการเงินของภาคสหกรณ์ไทย เมื่อพิจารณาจากมิติทางการเงินโดยใช้การวิเคราะห์แบบ CAMELS Analysis ในข้อมูลทางการเงิน 5 มิติ และรวมถึงผลกระทบของธุรกิจด้วย ผลการวิเคราะห์พบว่าโดยส่วนใหญ่ภาคสหกรณ์มีความสามารถในการบริหารจัดการได้ค่อนข้างดีระดับหนึ่งจะเห็นได้จากผลการดำเนินงานในแต่ละมิติ ดังนี้ ความพอเพียงของเงินทุนต่อความเสี่ยง (Capital strength) จากทุนดำเนินงานรวมของภาคสหกรณ์ที่มีจำนวน 1.541 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นทุนของสหกรณ์เองจำนวน 7.26 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.11 ของทุนดำเนินงานรวม และจากการกู้ยืมมาจำนวน 2.44 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.83 เมื่อจำแนกตามประเภทของสหกรณ์พบว่า สหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีทุนดำเนินงานรวมมากที่สุดจำนวน 1.38 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ของทุนดำเนินงานรวมภาคสหกรณ์ และสหกรณ์ภาคการเกษตรมีจำนวน 1.54 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.99 ตามลำดับ คุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) จากสินทรัพย์รวมของภาคสหกรณ์ทั้งสิ้น 1.541 ล้านล้านบาท ประกอบไปด้วยลูกหนี้เงินกู้(สินเชื่อ) มากที่สุดจำนวน 1.14 แสนล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 73.97 ของสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น ในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยมูลหนี้ที่ไม่สามารถชำระตามกำหนดได้จำนวน 2.45 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.88 ของมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระทั้งหมด (1.646 แสนล้านบาท) รองลงมาคือเงินสดที่ฝากในธนาคารหรือสหกรณ์อื่นอีกจำนวน 1.319 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.56 ของสินทรัพย์รวม เมื่อพิจารณาในด้านต่อไปคือ ความสามารถในการบริหารจัดการ(Management Ability) ของภาคสหกรณ์ซึ่งมีการบริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก พบว่า สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมจำนวน 1.715 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.29 จากไตรมาสที่แล้ว และขยายตัวเพิ่มขึ้นแทบทุกด้านโดยเฉพาะการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตเพิ่มขึ้น 3.851 พันล้านบาท จาก 1.189 แสนล้านบาทในไตรมาสที่แล้ว เป็น 1.227 แสนล้านบาท ในไตรมาสนี้และธุรกิจการรับฝากเงินเพิ่มขึ้น 24,334 ล้านบาท จาก 4.609 แสนล้านบาท ในไตรมาสที่แล้ว เป็น 4.853 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.78 ตามลำดับ ความสามารถในการทำกำไร (Earning) ณ สิ้นปี 2554 นี้ กำไรสุทธิของภาคสหกรณ์ทั้งระบบมีจำนวน 5.00 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.20 สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity) เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์หมุนเวียนพบว่าเท่ากับ 1.723 เท่า แสดงว่าหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน 1.723 เท่า ซึ่งหนี้สินหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นเงินรับฝากของสมาชิกคิดเป็นร้อยละ 63.20 นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของลูกหนี้ที่สามารถชำระได้ตามกำหนดพบว่ามีถึงร้อยละ 85.08 ของมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระทั้งหมด (164,673 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ภาคสหกรณ์จะมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนแต่ส่วนใหญ่เป็นเงินรับฝากของสมาชิกซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่สมาชิกทุกคนจะถอนเงินฝากออกไปในครั้งเดียวพร้อมกันจำนวนมาก ประกอบกับสัดส่วนของจำนวนลูกหนี้ที่สามารถชำระได้ตามกำหนดมีมากกว่าสัดส่วนของลูกหนี้ที่ชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนด ดังนั้น สภาพคล่องของภาคสหกรณ์ทั้งระบบยังมั่นคงปลอดภัยพอสมควรแต่ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบสมเหตุสมผลและไม่ประมาท ผลกระทบของธุรกิจ (Sensitivity) ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงต่อผลประกอบการธุรกิจของภาคสหกรณ์ได้ เช่น การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต ได้แก่ ราคาน้ำมัน ค่าแรงขั้นต่ำ และอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือการระบาดของศัตรูพืช ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบเชิงลบที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นจึงควรลดผลกระทบด้วยการกำหนดแผนรองรับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวให้รัดกุม ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงาน/การผลิต การกระจายความเสี่ยงธุรกิจ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน เช่น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางบัญชีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งการแสวงหาช่องทางเครือข่ายการตลาดเพิ่มเติมอยู่เสมอจะทำให้มีรายได้มากขึ้นส่งผลให้ภาคสหกรณ์มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ที่มา : - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ www.cad.go.th - สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร www.oae.go.th/oae_report/export_import/export_import_result.php - ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.go.th - ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร www.moc.go.th

ข่าว/บทความยอดนิยม

ข่าว/บทความที่คะแนนโหวตสูงสุด

ข่าว/บทความล่าสุด

news_bullet Learning English : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (22/03/2550)
news_bullet สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปี 2555
news_bullet ผู้สอบบัญชีสหกรณ์มีบทบาทและหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ได้อย่างไร
news_bullet "อ้อย"รวบรวมผลผลิตขยายตัว 26.43%
news_bullet ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2/2558
news_bullet เสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี 2556
news_bullet ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 4/2557
news_bullet ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไทย ปี 2549 (28/03/2550)
news_bullet เงินออมภาคสหกรณ์ไทย รายไดรมาส ปี 2562
news_bullet มิติทางการเงินที่มีผลต่อหนี้สินของสหกรณ์ประมงในประเทศไทย
news_bullet เงินออมภาคสหกรณ์ไทย รายไดรมาส ปี 2562
news_bullet กฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหาร
news_bullet สินเชื่อและหนี้ที่ชำระไม่ได้ตามกำหนด /(NPL) ภาคสหกรณ์ไทยเป็นไปในทิศทางใด ในปี 2561
news_bullet สถานการณ์ด้่านเศรษฐกิจของสหกรณ์ประมงกับทิศทางแนวโน้มปี 2562
news_bullet เงินออมภาคสหกรณ์ไทย ปี 2561

จำนวนคนอ่าน 5392 คน

จำนวนคนโหวต 2 คน

โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ  star_yellow star_yellow star_yellow star_yellow half_star_yellow

  ให้ 1 คะแนน 0%
  ให้ 2 คะแนน 0%
  ให้ 3 คะแนน 0%
  ให้ 4 คะแนน
 
50%
  ให้ 5 คะแนน
 
50%

Copyright 2016 by Cooperative Auditing Department
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888