Sorry, your browser does not support JavaScript!
W3C
fontsizes fontsizem fontsizel
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์




 

โดย.....เพยาว์ กิมปฐม

         
          "สมาชิกสหกรณ์ยังไม่มั่นใจสถานการณ์บ้านเมือง ระมัดระวังการใช้จ่าย ลดการอุปโภคและบริโภค ออมเงินเพิ่มขึ้น ส่งผลภาพรวมเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทย ธุรกิจหดตัวลง 1.36% รายได้ลด กำไรหด 0.08% เชื่อว่าไตรมาสที่ 3/2557 เศรษฐกิจน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งเฉลี่ย 0.5-1.0%

        ” เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เริ่มกลับมาทรงตัวจากไตรมาสแรกติดลบอยู่ที่ 0.6% และเชื่อว่า 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้เฉลี่ยไตรมาสละ 3-4% ทั้งนี้ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น จากการอุปโภคและบริโภคของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ต่อเนื่อง
          ส่วนเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2/2557 จากข้อมูลรวบรวม (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557) สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 11,051 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ 6,901 แห่ง (ภาคเกษตร 3,808แห่ง นอกภาคเกษตร 3,093 แห่ง) และกลุ่มเกษตรกร 4,150 แห่ง มีสมาชิกผู้รับบริการรวมทั้งสิ้น 12.18 ล้านคน คิดเป็น 18% ของประชากรไทยทั้งประเทศ พบว่า เศรษฐกิจภาคสหกรณ์กลับติดลบที่ 1.36% จากไตรมาสแรกที่ฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย 0.21% ผลกระทบจากสมาชิกสหกรณ์ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ระมัดระวังการใช้จ่าย ลดการอุปโภคและบริโภค และออมเงินเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่า ในไตรมาสที่ 3/2557 จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกเฉลี่ย 0.5-1.0%
         สภาพทั่วไป จำนวนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกร้อยละ 0.25 ขณะที่จำนวนสมาชิกหดตัวลงร้อยละ 0.40 อย่างไรก็ตามจำนวนสมาชิกมีค่อนข้างมากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในสถานะที่เป็นทั้งเจ้าของและผู้ใช้บริการ มีเงินทุนดำเนินงานขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินทุนภายในจากทุนเรือนหุ้นที่สมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง กับเงินฝากที่สมาชิกเป็นผู้ฝากรายใหญ่เช่นกัน อีกทั้งการดำเนินการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการสหกรณ์ที่เป็นตัวแทนจากสมาชิก นับเป็นจุดแข็งของภาคสหกรณ์ไทย
          ภาคธุรกิจ มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท ดำเนินธุรกิจแบบอเนกประสงค์ 5 ธุรกิจให้บริการสมาชิก สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจ 1.96 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.48 ของ GDP ธุรกิจหดตัวลงร้อยละ 1.36 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลผลิตหดตัวลง โดยธุรกิจสินเชื่อ(ธุรกิจให้เงินกู้ยืม) มีปริมาณมากสุด 1.20 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.27 ของธุรกิจให้บริการรวมทั้งสิ้น ตกเฉลี่ยเดือนละ 1 แสนล้านบาท รองลงมา ธุรกิจรับฝากเงิน (29.01%) ธุรกิจรวบรวมผลิตผลและแปรรูป (5.28%) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (4.36%) และธุรกิจการให้บริการ (0.08%) ตามลำดับ ถ้าพิจารณาเป็นรายประเภท พบว่า ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ มีปริมาณธุรกิจสูงสุด 1.55 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 79.24 ตกเฉลี่ยเดือนละ 1.29 แสนล้านบาท รองลงมา ประเภทสหกรณ์การเกษตร ปริมาณเท่ากับ 3.1 แสนล้านบาท (15.95%)

ผลการดำเนินงาน ถือว่าค่อนข้างประสบผลสำเร็จมีกำไรเกือบทุกประเภท (ยกเว้นประมง) โดยมีรายได้รวม 3.38 แสนล้านบาท(ลดลง 2.91%) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 2.85 แสนล้านบาท (ลดลง 3.42%) และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 5.2 หมื่นล้านบาท (ลดลง 0.08%) นอกภาคการเกษตรทำกำไรสูงสุดเท่ากับ 4.77 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 90.45 ของกำไรสุทธิทั้งสิ้น ขณะที่ภาคการเกษตรมีกำไร 4,904 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.28 ส่วนกลุ่มเกษตรกรมีกำไร
140 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.26 ทั้งนี้ ภาคการเกษตรมีค่าใช้จ่ายหดตัวลงร้อยละ 4.35 ใกล้เคียงกับการหดตัวของรายได้ที่ร้อยละ 4.33 เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายหดตัวร้อยละ 11.67

 
 
 
 
 
 
 
และรายได้หดตัวร้อยละ 11.75  ส่วนนอกภาคการเกษตรมีค่าใช้จ่ายหดตัวลงร้อยละ 0.25 มากกว่าการหดตัวของรายได้ที่ร้อยละ 0.04 แสดงให้เห็นว่าการควบคุมต้นทุนการบริหารจัดการหรือต้นทุนการผลิตของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทุกประเภทต้องได้รับการปรับปรุง พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากพบว่าต้นทุนค่อนข้างสูงใกล้เคียงรายได้รวม ทั้งนี้เพื่อให้ช่องว่างระหว่างรายได้และรายจ่ายมีมากขึ้นส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นในที่สุด
          ภาคครัวเรือน มีเงินออมเฉลี่ย 119,380 บาทต่อปี(เพิ่มขึ้น 5.93%) และมีหนี้สินเฉลี่ย 136,813 บาทต่อปี
(เพิ่มขึ้น 4.08%) โดยครัวเรือนภาคการเกษตรมีเงินออมตกเฉลี่ยคนละ 15,201 บาทต่อคน ขณะที่มีหนี้เงินกู้ยืมตกเฉลี่ยคนละ 20,421 บาทต่อคน ส่วนครัวเรือนนอกภาคการเกษตรมีเงินออมตกเฉลี่ย    คนละ 272,925 บาทต่อคน และมีหนี้เงินกู้ยืม     ตกเฉลี่ยคนละ 308,565 บาทต่อคน ส่วนครัวเรือนกลุ่มเกษตรกรมีเงินออมตกเฉลี่ยคนละ 1,680 บาทต่อคน และมีหนี้เงินกู้ยืมตกเฉลี่ยคนละ 3,560 บาทต่อคน ซึ่งหากพิจารณาถอยหลังไปในรอบ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556) จะพบว่าครัวเรือนมีเงินออมมากกว่า
หนี้เกือบทุกปี สะท้อนถึงระบบสหกรณ์สามารถสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์อย่างแท้จริง
               1. กลุ่มสหกรณ์ภาคการเกษตร(เกษตร/ประมง/นิคม) จำนวน 3,808 แห่ง สมาชิก 6.65 ล้านคน 

               "ธุรกิจหดตัวลงร้อยละ 2.33 จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจรวบรวมผลิตผล/แปรรูป หดตัวลง รายได้หด กำไรลด ส่วนครัวเรือนมีอัตราการก่อหนี้มากกว่าการออมเงิน”

          ภาคการเกษตรมีทุนกว่า 2 แสนล้านบาท มีธุรกิจลงทุน 5 ธุรกิจ มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 3.28 แสนล้านบาท หดตัวลง ร้อยละ 2.33 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก โดยธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผลมีปริมาณสูงสุดจำนวน 9.5 หมื่นล้านบาท (29%) หรือเฉลี่ย 14,410 บาทต่อคน รองลงมา ธุรกิจสินเชื่อ (26%) ธุรกิจรับฝากเงิน(22%) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (23%) และ ธุรกิจให้บริการและส่งเสริมการเกษตร (0.2%) ตามลำดับ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1.94 แสนล้านบาท (ลดลง4.33%) ส่วนค่าใช้จ่ายรวม 1.90 แสนล้านบาท(ลดลง 4.35%) คิดเป็นร้อยละ 97.48 ของรายได้รวมทั้งสิ้น และมีกำไรสุทธิรวม 4,904 ล้านบาท(ลดลง3.52%) ส่วนครัวเรือนมีเงินออมตกเฉลี่ย 15,201 บาทต่อคน (เพิ่มขึ้น 2.97%) ขณะที่หนี้สินตกเฉลี่ย20,421 บาทต่อคน (เพิ่มขึ้น 5.07%) โดยหนี้คิดเป็น 1.34 เท่าของเงินออม
 
          2. กลุ่มสหกรณ์นอกภาคเกษตร (ร้านค้า/บริการ/ออมทรัพย์/เครดิตยูเนี่ยน) จำนวน 3,093 แห่ง สมาชิก 4.95 ล้านคน 
          "ธุรกิจหดตัวลงร้อยละ 1.09 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจสินเชื่อหดตัวลง ค่าใช้จ่ายลด กำไรเพิ่ม ส่วนครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายก่อหนี้ลดลง 2.51%”
           นอกภาคการเกษตร มีทุนรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท มีธุรกิจลงทุน 5 ธุรกิจเช่นกัน มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 1.62 ล้านล้าน บาท หดตัวลงร้อยละ 1.09 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปัจจัยสำคัญมาจากการกิจสินเชื่อหดตัวลง 2.11% ส่วนใหญ่เน้นธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจรับฝากเงินเป็นหลักคล้ายธนาคาร โดยธุรกิจสินเชื่อมีปริมาณธุรกิจสูงสุด 1.1 ล้านล้านบาท (69%) หรือเฉลี่ย 2.25 แสนบาทต่อคน รองลงมาคือ ธุรกิจรับฝากเงิน (30%) และอื่นๆ (0.7%) ตามลำดับ มีรายได้รวม 1.33 แสนล้านบาท (ลดลง 0.04%)ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม 8.59 หมื่นล้านบาท (ลดลง 0.25%) และมีกำไรสุทธิรวม 47,785 ล้านบาท(เพิ่มขึ้น 0.35%) ส่วนครัวเรือนมีเงินออมตกเฉลี่ย 272,925 บาทต่อคน (ลดลง 0.07%) หนี้สินตกเฉลี่ย 308,565 บาทต่อคน (ลดลง 2.51%) โดยหนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 1.13 เท่าของเงินออมเฉลี่ย

          3.กลุ่มเกษตรกร จำนวน 4,150 แห่ง สมาชิก 5.74 แสนคน 
          "ธุรกิจหดตัวลงร้อยละ 10.95 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจลงทุนเกือบทุกด้านหดตัวลง รายได้ลด กำไรหด ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย ออมเงินเพิ่ม 8.04%”
         
          กลุ่มเกษตรกร มีทุนรวมทั้งสิ้น 3,598 ล้านบาท มีธุรกิจลงทุน 5 ธุรกิจคล้ายกับภาคการเกษตร มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 10,772 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 10.95 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจลงทุนหดตัวลงเกือบทุกด้าน ยกเว้นธุรกิจรับฝากเงินขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.90 โดยธุรกิจรวบรวม/แปรรูปผลิตผลทางการเกษตรมีปริมาณสูงสุดจำนวน 7,415 ล้านบาท (69%) หรือ เฉลี่ย 12,901 บาทต่อคน รองลงมาคือ ธุรกิจสินเชื่อ ( 17%) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย (11%) และอื่นๆ (3%) ตามลำดับ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 9,469 ล้านบาท(ลดลง 11.75%) ส่วนค่าใช้จ่ายรวม 9,329 ล้านบาท(ลดลง 11.67%) มีกำไรสุทธิรวม 140 ล้านบาท (ลดลง 16.67%) ส่วนครัวเรือนมีเงินออมตกเฉลี่ย 1,680 บาทต่อคน (ขยายเพิ่มขึ้น 8.04 %) และมีหนี้สินตกเฉลี่ย 3,560 บาทต่อคน (เพิ่มขึ้น 5.51 %) โดยหนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 2.1 เท่าของเงินออมเฉลี่ย ค่อนข้างสูง
 
          บทสรุป เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เริ่มทรงตัวจากที่ติดลบในไตรมาสแรก ส่วนเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสแรกฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 0.21% แต่ช่วงไตรมาส 2 สมาชิกยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ระมัดระวังการใช้จ่าย บริโภคและอุปโภคน้อยลง ออมเงินมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจหดตัวลง 1.36% รายได้ลด กำไรหด 0.08% ดังนั้น ในปีหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป ภาคสหกรณ์ไทยทุกประเภทต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสำคัญของการสะสมทุนสำรอง ซึ่งเป็นทุนที่มีความมั่นคงและปราศจากภาวะผูกพัน จะช่วยเป็นเกราะป้องกันรองรับผลกระทบที่เกิดจากภาวะธุรกิจ และต้องพิจารณาหามาตรการเร่งรัดลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา โดยการสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้สมาชิก และพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขธุรกิจการให้สินเชื่อ โดยคำนึงถึงขีดความสามารถการชำระหนี้ของสมาชิกเป็นสำคัญ พร้อมทั้งต้องพิจารณาหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สัมพันธ์กับรายได้ โดยหามาตรการเพื่อลดค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม สอดคล้องกับการก้าวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่จะต้องเรียนรู้ให้รู้จักตนเอง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในการแสวงหากลยุทธ์และรูปแบบการดำเนินงาน เข้ามาประยุกต์ใช้ปรับปรุงอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง กำหนดแผนรองรับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกปัญหาที่เป็นไปได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนแก่สหกรณ์ต่อไป ทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสหน้า เชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในไตรมาสที่ 3 เฉลี่ย 0.5-1.0% ดังนั้นสหกรณ์ควรที่จะหามาตรการในการลดหรือประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางตัวลงเพื่อคงสภาพที่ดีของสหกรณ์ และเพื่อเพิ่มกำไรมากขึ้น โดยยึดหมั่นในหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อการช่วยเหลือ พึ่งพา และเอื้ออาทรต่อกันในหมู่คณะ ที่สำคัญต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการนำหลัก "ธรรมา ภิบาล” และหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข่าว/บทความยอดนิยม ข่าว/บทความที่คะแนนโหวตสูงสุด ข่าว/บทความล่าสุด
Learning English : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (22/03/2550)
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปี 2555
ผู้สอบบัญชีสหกรณ์มีบทบาทและหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ได้อย่างไร
"อ้อย"รวบรวมผลผลิตขยายตัว 26.43%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2/2558
สหกรณ์ไทย ...คืนกำไรสู่สมาชิก 80.52 %
รายงานภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 4/2555
ครัวเรือนภาคสหกรณ์ออมเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.34%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 3/2557
เสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี 2556
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย รายไดรมาส ปี 2562
กฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหาร
สินเชื่อและหนี้ที่ชำระไม่ได้ตามกำหนด /(NPL) ภาคสหกรณ์ไทยเป็นไปในทิศทางใด ในปี 2561
สถานการณ์ด้่านเศรษฐกิจของสหกรณ์ประมงกับทิศทางแนวโน้มปี 2562
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย ปี 2561
จำนวนคนอ่าน 5567 คน จำนวนคนโหวต 0 คน

  จำนวนคนโหวต 0 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

ไม่พบข้อมูลการโหวต

เกี่ยวกับเรา
  • ประวัติ
  • อาคารอนุรักษ์
  • ผังโครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์
  • ค่านิยมหลัก
  • วัฒนธรรมองค์กร
  • ทำเนียบ / สถานที่ตั้ง
  • ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน

    ระเบียบ

    สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
    ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888 โทรสาร 0 2282 0889
     

     

     

     

     

     

    Valid HTML 4.01 Transitional