Sorry, your browser does not support JavaScript!
W3C
fontsizes fontsizem fontsizel
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์



การบัญชีและสอบบัญชี

 
จีระศักดิ์ อุราสาย

”…...น้ำท่วมใครว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้งปล่อยให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า..” 

            ขึ้นต้นมาด้วยเพลงนี้ หลายท่านคงรู้สึกเหมือนกันว่าช่างเข้ากับบรรยากาศน้ำท่วมตอนนี้เสียจริงๆ สำหรับแฟนเพลงรุ่นเก๋าคงยังจำได้ว่าเพลงดังในอดีตเพลงนี้ คุณศรคีรี ศรีประจวบเป็นคนร้องเอาไว้และโด่งดังเอามากๆ เมื่อสมัยก่อน ส่วนคนรุ่นใหม่คงเพิ่งเคยได้ยินเพลงนี้ตามโทรทัศน์หลายช่องที่เปิดประกอบการรายงานข่าวน้ำท่วมไปด้วย ดูข่าวตามสื่อต่างๆ แล้วเห็นใจพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่โดนน้ำโจมตีกันจนอ่วมถ้วนหน้า คนเถ้าคนแก่เองยังบอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้เลย ครั้งนี้มันท่วมหนักมากจริงๆ และหลังน้ำท่วมทุกครั้งสิ่งที่จะตามมาทันทีคือความเสียหายไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง บ้านเรือน อสังหาริมทรัพย์ เรือกสวนไร่นา และผลผลิตทางการเกษตรที่ยังไม่ทันได้ขายก็ต้องจมหายไปกับกระแสน้ำ พี่น้องชาวไร่ชาวนาจำนวนมากต่างทุนหายกำไรหด หมดเนื้อหมดตัวไปตามๆ กัน หากพวกเราได้ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจบ้างคงพอจะทราบว่า ขณะนี้ได้มีหลายหน่วยงานออกมาประเมินความเสียหายจากอุทกภัยและนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผมขอยกตัวอย่างสักสองหน่วยงาน หน่วยงานแรกคือ ธนาคารโลก ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยคุณแอนเน็ตต์ ดิกซอน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ได้เผยตัวเลขการประเมินภายหลังเข้าหารือกับ นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พ.ย.2554 ว่า ธนาคารโลกได้สำรวจและประเมินมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยในไทย โดยครอบคลุมทั้งหมด 4 ภาคส่วน ได้แก่ ระบบสาธารณูปโภคสาธารณะ เช่น การขนส่งและโทรคมนาคม ภาคการผลิต เช่น เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม การพัฒนาเชิงสังคม เช่น การศึกษาและระบบสาธารณสุข และสภาพแวดล้อม พบว่ามูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.41 ล้านล้านบาท) แบ่งออกเป็นความเสียหายด้านทรัพย์สินประมาณ 21,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.6 แสนล้านบาท) และอีก 22,000 ล้านดอลลาร์ (6.9 แสนล้านบาท) เป็นค่าเสียโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งจากการส่งออกสินค้าและบริการ การลงทุน และการท่องเที่ยวเนื่องจากน้ำท่วมในช่วงที่เป็นฤดูท่องเที่ยว (High season) ความเสียหายจึงมากกว่าปกติ นอกจากนี้คุณดิกซอนยังประเมินว่าในปี 2554 นี้เศรษฐกิจของไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 2.4 % จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ถึง 3.6 % ทว่าหลังจากนี้ความเสียหายจากอุทกภัยก็จะกระตุ้นให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วยกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งจะเริ่มต้นในไตรมาสแรกของปี 2555 ส่งผลให้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นปกติตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป และหน่วยงานต่อไปที่ได้ออกมาประเมินความเสียหายจากอุทกภัยไว้ก็คือ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ ฯ ได้ประเมินว่า ความเสียหายของเศรษฐกิจไทยจากอุทกภัยครั้งนี้ มีมูลค่ารวม 3.5 แสนล้านบาท (ต่ำกว่าที่ธนาคารโลกได้ประเมินไว้มาก) แบ่งเป็นผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม 2 แสนล้านบาท ภาคเกษตร 8.5 หมื่นล้านบาท การค้า 2.9 หมื่นล้านบาท การท่องเที่ยว 2.5 หมื่นล้านบาท และด้านอื่นๆ เช่น การคมนาคมขนส่ง และบริการ 6.7 พันล้านบาท คิดเป็นผลกระทบต่อ GDP ปี 2554 ร้อยละ 3.1 - 3.4 ทำให้คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2554 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5 - 2.0 จะเห็นว่าแม้ตัวเลขการประเมินความเสียหายครั้งนี้จากทั้งสองหน่วยงานไม่ตรงกันเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ เนื่องจากเป็นการสำรวจโดยคนละหน่วยงานกันข้อมูลย่อมมีสิทธิแตกต่างกันได้ สรุปแล้วพอจะมองภาพออกไหมครับว่าความเสียหายในครั้งนี้มากมายมหาศาลจริงๆ ขนาดภาคใต้ของเราเจอคลื่นสึนามิเมื่อปี 2547 ที่ว่าหนักแล้วมูลค่าความเสียหายยังไม่มากเท่านี้เลย เราจะมาดูกันว่าความเสียหายมากขนาดนี้จะมีผลกระทบต่อภาคสหกรณ์อย่างไรบ้าง
            ก่อนจะประเมินผลกระทบต่อภาคสหกรณ์เราคงต้องมองที่ผลกระทบต่อภาคเกษตรซึ่งอยู่ใกล้ชิดภาคสหกรณ์มากที่สุดก่อนว่าเป็นอย่างไร เปรียบเหมือนการกระทบของตัวต่อโดมิโนนั่นเอง จากตัวเลขของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าความเสียหายรวมของภาคเกษตรเท่ากับ 8.5 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินว่า อุทกภัยครั้งนี้ทำให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนจำนวน 150,981 ราย แม้ขณะนี้จะยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนว่าเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและเป็นสมาชิกสหกรณ์ด้วยมีจำนวนเท่าไหร่ หากประเมินคร่าวๆ โดยใช้ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า ประมาณร้อยละ 90 ของเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นสมาชิกสหกรณ์ด้วย ดังนั้นเราจึงประมาณโดยใช้หลักการเดียวกันนี้ได้ว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและเป็นสมาชิกสหกรณ์ด้วยจึงมีประมาณร้อยละ 90 (1.35 แสนราย) ของเกษตรกรที่เดือดร้อนทั้งหมดซึ่งเท่ากับ 150,981 ราย ในเชิงมูลค่าพบว่าความเสียหายรวมเท่ากับ 7.2 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็น ด้านพืชมากที่สุด 6.4 หมื่นล้านบาท ด้านประมง 3.2 พันล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 4.4 พันล้านบาท เมื่อประมาณการโดยใช้หลักการร้อยละ 90 จะได้มูลค่าความเสียหายโดยประมาณแบบคร่าวๆ ของสมาชิกภาคสหกรณ์รวมเท่ากับ 6.5 หมื่นล้านบาท จำแนกเป็นด้านพืช 5.8 หมื่นล้านบาท ด้านประมง 2.9 พันล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 3.9 พันล้านบาท ยังมีข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ (ณ วันที่ 22 พ.ย.2554) ระบุว่า มีสหกรณ์ที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศจำนวน 443 แห่ง จาก 51 จังหวัด และมีจำนวนสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน 88,166 รายโดยสมาชิกดังกล่าวได้กู้เงินจากสหกรณ์ทั้ง 443 แห่งไว้เป็นเงินกู้จำนวน 7.78 พันล้านบาท และภาครัฐได้ดำเนินการช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนค่าดอกเบี้ยชดเชยเงินกู้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ทั้งสิ้น 659 ล้านบาท โดยจังหวัดที่ได้รับค่าดอกเบี้ยชดเชยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุตรดิตถ์ ตามลำดับ นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้คาดการณ์ว่าตัวเลขจีดีพีเฉพาะภาคเกษตรในไตรมาส 4 ปี 2554 นี้ จะขยายตัวเพียง 1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งลดลงจากที่ได้ประเมินไว้เดิมว่าจะเพิ่มขึ้น 4.8 % แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรระบุว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อสถานะของไทยในการเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกมากนัก เนื่องจากขณะนี้ (ธ.ค.54) ชาวนาเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังกันบ้างแล้ว ประกอบกับปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนก็มีมากเพียงพอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมั่นใจว่าไทยจะสามารถผลิตข้าวเพื่อทดแทนปริมาณข้าวที่เสียหายไปประมาณ 5 ล้านตัน จากน้ำท่วมในครั้งนี้ได้ ประเด็นที่ต้องคิดต่อไปคือชาวนาที่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรกไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สียหายทั้งหมดเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในขณะนี้มีจำนวนเท่าไหร่จากจำนวนชาวนาที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด หากจำนวนชาวนาที่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้มีมากกว่าเราคงพอจะเบาใจได้ว่าผลกระทบนั้นสามารถควบคุมหรือชดเชยภายหลังได้ เรื่องผลกระทบจากน้ำท่วมคงยังไม่จบเพียงแค่นี้ครับเมื่อไหร่ที่ผมมีข้อมูลเพิ่มเติมจะรีบนำเสนอให้ได้ทราบทันทีครับ อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อนะครับ
 
กราฟแสดงมูลค่าความเสียหายภาคเกษตรจากอุทกภัย ปี 2554
ข่าว/บทความยอดนิยม ข่าว/บทความที่คะแนนโหวตสูงสุด ข่าว/บทความล่าสุด
Learning English : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (22/03/2550)
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปี 2555
ผู้สอบบัญชีสหกรณ์มีบทบาทและหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ได้อย่างไร
"อ้อย"รวบรวมผลผลิตขยายตัว 26.43%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2/2558
รายงานภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 4/2555
ครัวเรือนภาคสหกรณ์ออมเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.34%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 3/2557
เสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี 2556
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 4/2557
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย รายไดรมาส ปี 2562
กฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหาร
สินเชื่อและหนี้ที่ชำระไม่ได้ตามกำหนด /(NPL) ภาคสหกรณ์ไทยเป็นไปในทิศทางใด ในปี 2561
สถานการณ์ด้่านเศรษฐกิจของสหกรณ์ประมงกับทิศทางแนวโน้มปี 2562
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย ปี 2561
จำนวนคนอ่าน 7927 คน จำนวนคนโหวต 5 คน

  จำนวนคนโหวต 5 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ 

  ให้ 1 คะแนน
0%
  ให้ 2 คะแนน
0%
  ให้ 3 คะแนน
 
20%
  ให้ 4 คะแนน
0%
  ให้ 5 คะแนน
 
80%

เกี่ยวกับเรา
  • ประวัติ
  • ทำเนียบอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • ผังโครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์
  • ค่านิยมหลัก
  • วัฒนธรรมองค์กร
  • ทำเนียบ / สถานที่ตั้ง
  • ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน

    ระเบียบ

    สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
    ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888 โทรสาร 0 2282 0889
     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Valid HTML 4.01 Transitional