Sorry, your browser does not support JavaScript!
W3C
fontsizes fontsizem fontsizel
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์



การบัญชีและสอบบัญชี

 

                                                                                                  จีระศักดิ์  อุราสาย

ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 / 2554 นี้ เมื่อพิจารณาโดยแยกเป็น 2 ภาค คือ ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์ว่า GDP ภาคเกษตรกรรมจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 คาดว่าแนวโน้มจะยังคงสามารถขยายตัวในทิศทางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี โดยคาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3.5 ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2554 จะขยายตัวในระดับที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากระดับราคาและปริมาณสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศและแมลงศัตรูพืชที่ระบาดในหลายพื้นที่ รวมถึงระดับราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป

 

สำหรับภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาสที่ 2 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ซึ่งชะลอตัวลงเล็กน้อยจากช่วงไตรมาสแรก นอกจากนี้การบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้นค่อนข้างชัดเจนและเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นโดยมีการขยายตัวร้อยละ 4.0 จากไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ในขณะที่การบริโภคในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 1 โดยขยายตัวร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาจากความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผ่านการปรับเพิ่มเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำตลอดจนการปรับลดภาษีรายได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 รวมถึงนโยบายการลดภาษีรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรกซึ่งหากนำมาปฏิบัติจริงก็จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ได้พอสมควร ในขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศทำให้พื้นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัยเสียหาย  รวมถึงแนวโน้มราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้น การก่อการร้ายหรือก่อความไม่สงบในหลายประเทศ  สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังคงไม่แน่นอนถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเลือกตั้งไปแล้วก็ตามหากมีประเด็นความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นก็อาจทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นได้  อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากการผลักดันของต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ

 

ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจทางการเงินของภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2 / 2554

ภาวะเศรษฐกิจสินค้าเกษตรไทย ตั้งแต่ต้นปี 2554 จนถึงปัจจุบันสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนทั้งจากราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และความต้องการสินค้าเกษตรจากไทยในต่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่มีความถี่และแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรเกิดความเสียหายทำให้นานาประเทศเกิดความกังวลถึงความเพียงพอด้านอาหารของประเทศ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น จะเห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในครึ่งปีแรกของปี 2554 เท่ากับ 736,528.3 ล้านบาท *  โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งปี 2554 น่าจะพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 870,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.0 เมื่อเทียบกับปี 2553 ในขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 480,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.0 นับว่าเป็นเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์จากปัจจัยบวกของความต้องการในตลาดต่างประเทศ **

สำหรับแนวโน้มการบริโภคและส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในครึ่งหลังของปี 2554 ต่อเนื่องถึงปี 2555 คาดการณ์ว่ามูลค่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนคือ ราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์สูงจึงจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนให้มีการบริโภคและการลงทุนซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นจากปัจจัยเกื้อหนุนของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวต่อไปได้แม้จะไม่ขยายตัวมากเท่าปี 2554 ส่วนเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยคือ สหรัฐฯและสหภาพยุโรปแม้ว่าจะประสบปัญหาอยู่บ้าง แต่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

ภาวะเศรษฐกิจทางการเงินของภาคสหกรณ์ไทย  การขยายตัวของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการขยายตัวของภาคสหกรณ์ไทย โดยผลทางตรงนั้นเกิดจากการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าเกษตรทำให้สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปสินค้าเกษตรมีการขยายตัวตามไปด้วย ส่วนผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมนั้นเกิดจากการที่เกษตรกรหรือสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน  ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 พบว่า ภาคสหกรณ์ไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 10,861 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์จำนวน 6,659 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร จำนวน 4,202 แห่ง  ประกอบไปด้วยจำนวนสมาชิกรวมจำนวน 11.4 ล้านคน มีทุนดำเนินงานรวมของภาคสหกรณ์เท่ากับ 1.5 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าธุรกิจรวม 1.7 ล้านล้านบาท สามารถพิจารณาโดยจำแนกได้ดังนี้

ภาคการเกษตร  มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดเท่ากับ 6.3 ล้านคน (ร้อยละ 54.0 ) และบริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก มีมูลค่าธุรกิจโดยรวม 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งตามลักษณะการดำเนินธุรกิจและมูลค่าธุรกิจได้แก่  การรวบรวมผลิตผลและการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรจำนวน 8.5 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 30.8)  การให้เงินกู้จำนวน 6.0 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 21.7)  การรับฝากเงิน 5.9 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 21.4) การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 5.2 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 18.8) และการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร 2.0 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 7.3) ตามลำดับ  

ภาคนอกการเกษตร ซึ่งประกอบไปด้วย สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สหกรณ์บริการมีปริมาณธุรกิจรวมกันเท่ากับ 1.4 ล้านล้านบาท โดยมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจการให้เงินกู้ซึ่งคิดเป็นยอดรวม 1.1 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 78.6) รองลงมาคือ การรับฝากเงิน 3.9 แสนล้านบาท (ร้อยละ 27.9) และอื่นๆ 2.2 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 1.6) ตามลำดับ

การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของภาคสหกรณ์ไทย ภาคสหกรณ์ไทยซึ่งประกอบไปด้วยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินธุรกิจแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ด้าน คือ การรวบรวมผลิตผลและการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร  การให้เงินกู้  การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย และการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร โดยมีรายละเอียดจำแนกตามธุรกิจได้ดังนี้

ธุรกิจรับฝากเงิน  ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 จำนวนเงินรับฝากรวมทั้งระบบของภาคสหกรณ์มีทั้งสิ้น 4.6 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.1 ของมูลค่าธุรกิจรวมทั้งหมดจำนวน 1.7 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.7 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีเงินรับฝากมากที่สุดจำนวน 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84.8 ของยอดเงินฝากรวมทั้งหมด ในขณะที่ภาคการเกษตรมียอดเงินฝากจำนวน 5.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.8 และกลุ่มเกษตรกรมีจำนวน 233 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.05 ตามลำดับ

ธุรกิจการให้เงินกู้ยืม(สินเชื่อ) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 จำนวนเงินให้กู้รวมทั้งระบบภาคสหกรณ์มีทั้งสิ้น 1.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 70.4 ของมูลค่ารวมธุรกิจภาคสหกรณ์ทั้งหมด โดยสหกรณ์ภาคนอกการเกษตรมียอดการให้สินเชื่อสูงสุดเท่ากับ 1.01 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59.4 รองลงมาคือภาคการเกษตรจำนวน 5.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.6 และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 1,320 ล้านบาท 

ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ภาคสหกรณ์ไทยมียอดรวมของมูลค่าสินค้าที่จัดหามาจำหน่ายแก่สมาชิกเท่ากับ 6.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 3.5 ของมูลค่ารวมธุรกิจภาคสหกรณ์ทั้งหมด ในจำนวนนี้จำหน่ายให้แก่สหกรณ์ภาคการเกษตรมากที่สุดเท่ากับ 5.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.8 ของยอดรวมการจำหน่ายทั้งหมดโดยสินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาจำหน่ายได้แก่ น้ำมัน ปุ๋ย อาหารสัตว์

ธุรกิจรวบรวมผลิตผล / แปรรูป ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ภาคสหกรณ์ไทยมีมูลค่ารวมของการรวบรวมผลิตผลและการแปรรูปเท่ากับ 8.5 หมื่นล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5 จากไตรมาสที่ 1 / 2554  และคิดเป็นร้อยละ 30.8 ของมูลค่าธุรกิจรวมของภาคสหกรณ์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท

          ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ภาคสหกรณ์ไทยมีมูลค่ารวมของธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตรเท่ากับ 2.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.9 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของมูลค่าธุรกิจรวมของภาคสหกรณ์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรมีมูลค่าการให้บริการมากที่สุดเท่ากับ 2.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่นอกภาคเกษตรมีมูลค่า 883.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.05 ของมูลค่าธุรกิจรวมภาคสหกรณ์

 

ผลการดำเนินงานของภาคสหกรณ์ไทย

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ภาคสหกรณ์ไทยมีรายได้รวม 244,121 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.9 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 195,860 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.1 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 ทำให้มีกำไรสุทธิรวม 49,275 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1 / 2554 เล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 0.04 โดยจำแนกได้ดังนี้

 

รายได้ ภาคสหกรณ์ไทยมีรายได้รวมกัน 2.4 แสนล้านบาท โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีรายได้มากที่สุดเท่ากับ 150,845 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61.8 รองลงมาคือสหกรณ์นอกภาคการเกษตรเท่ากับ 83,695 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.3 และกลุ่มเกษตรกรเท่ากับ 9,580 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.9 

         

ค่าใช้จ่าย ภาคสหกรณ์ไทยมีค่าใช้จ่ายรวมกัน 195,860 ล้านบาท โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีค่าใช้จ่ายมากที่สุดเท่ากับ 147,903 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.5 รองลงมาคือสหกรณ์นอกภาคการเกษตรเท่ากับ 38,471 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.6 และกลุ่มเกษตรกรเท่ากับ 9,485 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.8 

          กำไรสุทธิประจำปี ภาคสหกรณ์ไทยมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้นจำนวน 49,275 ล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีกำไรสุทธิมากที่สุดเท่ากับ 45,360 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 92.1 ของยอดกำไรสุทธิทั้งสิ้น รองลงมาคือสหกรณ์ภาคการเกษตรเท่ากับ 3,812 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.7 และกลุ่มเกษตรกรเท่ากับ 102 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.2 ตามลำดับ

 

          ผลการดำเนินงานจำแนกตามประเภทสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

 

          สหกรณ์การเกษตร บริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 150,845 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.6 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 มีค่าใช้จ่ายรวม 147,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 98.0 ของรายได้รวมทั้งสิ้น และมีกำไรสุทธิรวม 3,812 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.1 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของรายได้รวมทั้งสิ้น สมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 10,535 บาทต่อคน ลดลงร้อยละ 6.3 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 หนี้สินเฉลี่ย 13,169 บาท ลดลงร้อยละ 6.0 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 หนี้สินเฉลี่ย คิดเป็น 1.25 เท่า ของเงินออมเฉลี่ย

          สหกรณ์นอกภาคการเกษตร บริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 83,695 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.8 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 มีค่าใช้จ่ายรวม 38,471 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.6 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 คิดเป็นร้อยละ 45.9 ของรายได้รวมทั้งสิ้น และมีกำไรสุทธิรวม 45,360 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.0 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 และคิดเป็นร้อยละ 54.2 ของรายได้รวมทั้งสิ้น สมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 175,098 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 หนี้สินเฉลี่ย 176,994 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 โดยที่หนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 1.01 เท่าของเงินออมเฉลี่ย

          กลุ่มเกษตรกร บริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.7 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 มีค่าใช้จ่ายรวม 9,485 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.2 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 คิดเป็นร้อยละ 99.0 ของรายได้รวมทั้งสิ้น และมีกำไรสุทธิรวม 102 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.9 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 คิดเป็นร้อยละ 1.1 ของรายได้รวมทั้งสิ้น สมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 994 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 หนี้สินเฉลี่ย 1,669 บาท ลดลงร้อยละ 3.9 จากไตรมาสที่ 1 / 2554 หนี้สินเฉลี่ย คิดเป็น 1.7 เท่าของเงินออมเฉลี่ย

          มิติทางการเงินของภาคสหกรณ์ไทย การวิเคราะห์สหกรณ์ไทยโดยพิจารณาจากมิติทางการเงินซึ่งใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ CAMELS analysis ซึ่งจะพิจารณาข้อมูลทางการเงินใน 5 มิติ และผลกระทบของธุรกิจ ดังนี้ 

ความพอเพียงของเงินทุนต่อความเสี่ยง จากทุนดำเนินงานของภาคสหกรณ์ที่มีจำนวน 1.5 ล้านล้านบาท โดยเป็นทุนของสหกรณ์เองจำนวน 724,370.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ  47.13 และจากการกู้ยืมมาจำนวน 274,689.9 บาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 เมื่อจำแนกตามประเภทของสหกรณ์พบว่า ภาคการเกษตรมีทุนดำเนินงานรวมจำนวน 151,221.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 และนอกภาคการเกษตรจำนวน 1,382,844.2 บาท คิดเป็นร้อยละ 89.2

          คุณภาพสินทรัพย์ ( Asset Quality ) สินทรัพย์ของสหกรณ์ซึ่งมีทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท จะประกอบไปด้วยลูกหนี้สินเชื่อมากที่สุดจำนวน 8.4 แสนล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 56.1 ของสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น รองลงมาคือเงินสดที่ฝากในธนาคารหรือสหกรณ์อื่นอีกจำนวน 3.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.5 และ

          ความสามารถในการบริหารจัดการ  ภาคสหกรณ์ซึ่งมีการบริหารจัดการ 5 ธุรกิจหลัก สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจจำนวน 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.8 ของ GDP ปี 2553 ( 10,135.5 พันล้านบาท) โดยมีปริมาณธุรกิจเฉลี่ย 1.4 แสนล้านบาทต่อเดือน มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกด้านโดยเฉพาะภาคการให้บริการ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1,462 รองลงมาคือด้านการให้กู้ยืม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 18.4 ธุรกิจรวบรวมผลผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6

 

          ความสามารถในการทำกำไร (Earning)

 

          จากกำไรสุทธิทั้งสิ้นของภาคสหกรณ์จำนวน 4.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20.2 ของรายได้ทั้งสิ้น และคิดเป็นร้อยละ 23.6 ของรายจ่ายทั้งสิ้น  ผลการจัดเสถียรภาพทางการเงินตามหลักการวิเคราะห์แบบ CAMELS พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 35.5 อยู่ในระดับมั่นคงตามมาตรฐาน รองลงมาคือมั่นคงดี ร้อยละ 26.1 และต่ำกว่ามาตรฐานร้อยละ 20.7

 

          สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity)

         

          สภาพคล่องทางการเงินของภาคสหกรณ์ เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์หมุนเวียนพบว่าเท่ากับ 1.77 เท่า แสดงว่าหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน 1.77 เท่า และหนี้สินหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นเงินรับฝากสมาชิกซึ่งคิดเป็นร้อยละ 63.9 นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากลูกหนี้ที่สามารถชำระได้ตามกำหนดพบว่ามีถึงร้อยละ 84.9 ของมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าถึงแม้หนี้สินหมุนเวียนจะมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนแต่ส่วนใหญ่เป็นเงินรับฝากจากสมาชิกซึ่งโอกาสที่สมาชิกจะถอนออกไปในครั้งเดียวจำนวนมากมีน้อยประกอบกับอัตราลูกหนี้ที่สามารถชำระได้ตามกำหนดมีมากกว่าลูกหนี้ที่ชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนด  ดังนั้นสภาพคล่องของภาคสหกรณ์ทั้งระบบจึงยังอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยแต่ไม่ควรประมาทและต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ

 

          ผลกระทบของธุรกิจ ( Sensitivity )

 

          ในสถานการณ์ปัจจุบันจะพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่สามารถทำให้ผลประกอบการธุรกิจของภาคสหกรณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้ เช่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ค่าแรง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ผลผลิตเสียหายอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือการระบาดของศัตรูพืช สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นผลกระทบเชิงลบที่ทั้งภาคสหกรณ์เกษตรและนอกภาคเกษตรไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้

 

    * www.oae.go.th/oae_report/export_import/export_import_result.php                            
  ** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าว/บทความยอดนิยม ข่าว/บทความที่คะแนนโหวตสูงสุด ข่าว/บทความล่าสุด
Learning English : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (22/03/2550)
สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรปี 2555
ผู้สอบบัญชีสหกรณ์มีบทบาทและหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ได้อย่างไร
"อ้อย"รวบรวมผลผลิตขยายตัว 26.43%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 2/2558
รายงานภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 4/2555
ครัวเรือนภาคสหกรณ์ออมเงินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.34%
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาส 3/2557
เสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี 2556
ภาวะเศรษฐกิจภาคสหกรณ์ไทยไตรมาสที่ 4/2557
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย รายไดรมาส ปี 2562
กฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหาร
สินเชื่อและหนี้ที่ชำระไม่ได้ตามกำหนด /(NPL) ภาคสหกรณ์ไทยเป็นไปในทิศทางใด ในปี 2561
สถานการณ์ด้่านเศรษฐกิจของสหกรณ์ประมงกับทิศทางแนวโน้มปี 2562
เงินออมภาคสหกรณ์ไทย ปี 2561
จำนวนคนอ่าน 5713 คน จำนวนคนโหวต 13 คน

  จำนวนคนโหวต 13 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ 

  ให้ 1 คะแนน
0%
  ให้ 2 คะแนน
0%
  ให้ 3 คะแนน
0%
  ให้ 4 คะแนน
 
54%
  ให้ 5 คะแนน
 
46%

เกี่ยวกับเรา
  • ประวัติ
  • ทำเนียบอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • ผังโครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์
  • ค่านิยมหลัก
  • วัฒนธรรมองค์กร
  • ทำเนียบ / สถานที่ตั้ง
  • ศูนย์ข้อมูลทางการเงิน

    ระเบียบ

    สงวนลิขสิทธิ์ 2559 - กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 12 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
    ศูนย์บริการประชาชน (Call Center) 0 2016 8888 โทรสาร 0 2282 0889
     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Valid HTML 4.01 Transitional